ตร.ไล่ล่าผู้ต้องหาต่างชาติ คดีเผานั่งยางจังหวัดพิจิตร ได้ตัวที่กำแพงเพชร ให้การปฎิเสธ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ จับฝรั่งที่ร่วมกันกับเมียคนไทยฆ่าสามีนายจูเซปเป้ เดอ สเตฟานี ชาวอิตาลี เผ่านั่งยางจังหวัดพิจิตร ได้แล้ว นำตัวมาสอบสวนให้การปฏิเสธ ไม่ได้ร่วมกันฆ่า แต่รับรู้ว่า เมียคนไทยจะก่อเหตุกับแฟนเก่าซึ่งเป็นคนไทย

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2561 เวลา 17.00 น. ตามที่มีชาวบ้านอำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก แจ้งเบาะแสเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่สภ.วังเจ้า และ ตำรวจจังหวัดพิจิตร ชุดสืบสวนภาค 6 ที่ลงมาติดตามไล่ล่าคนร้าย กรณีคดีฆ่าหั่นศพ ที่จังหวัดพิจิตร และหลบหนีหมายศาลจากจังหวัดพิจิตร ซึ่งชาวบ้านได้พบ รถเก๋งสีบรอนซ์ ยี่ห้อโตโยต้า  รุ่น ยาริส หมายเลขทะเบียน กค. 1374  สมุทรสงคราม จึงไปตรวจสอบพื้นที่ พบว่า ผู้ต้องหาได้ซื้อสเปรย์พ่นสีรถจากสีบรอนซ์เงินมาเป็นสีดำ แล้วยังเปลี่ยนหมายเลขทะเบียนรถยนต์ปลอม จากนั้นไปอยู่ในป่า บ้านวังเจ้า

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามผู้ต้องหา คือ นางรุจิรา เอี่ยมละม้าย และนายอาโมรี ริโก ชาวฝรั่งเศส ที่ร่วมกันฆ่าหั่นศพเผานั่งยาง นาย จูเซปเป้ เดอ สเตฟานีส ชาวอีตาลี่ อายุ 62 ปี สามีของนางรุจิราเอง  โดยเหตุเกิดที่  ต.แหลงรัง อ.บึงนาราง จ.พิจิตร  เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา จากนั้น ผู้ต้องหาได้หลบหนีไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พยายามแกะรอยติดตามตลอดทั้งวัน ล่าสุด เจ้าหน้าที่ ตำรวจสามารถ จับกุม นายอาโมรี ริโก  ผู้ต้องหาชายได้แล้ว 1 คน  หมู่ 22 ต.โกสัมพี อ.โกสัมพีนคร จ.กำแพงเพชร นำผู้ต้องควบคุมตัวไว้ที่ สภ.โกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร  จากนั้น พ.ต.อ.ชัยเสถียร มณีจักร ผู้กำกับการสถานีตำรวจบึงนารางพร้อมกำลัง ได้นำตัวนายอาโมรี ริโก มาทำบันทึกจับกุมที่สถานีตำรวจภูธรโกสัมพีนคร  จึงได้นำล่ามแปรภาษาที่สามารถพูดภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษได้มาเป็นล่าม สอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยนางสาวรัตนาวะดี บุญร่วม ภรรยาล่าม เปิดเผยว่า นายอาโมรี ริโกให้การปฏิเสธ อ้างว่าตนไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่าเผานั่งยางนายจูเซปเป้ เดอ สเตฟานี โดยอ้างว่านางรุธจิรา เอี่ยมละม้าย เป็นคนลงมือทำกับอดีตแฟนคนไทย หลังก่อเหตุแล้วตนเป็นเพียงพานางรุธจิรา หลบหนีตำรวจ เพื่อที่จะมาดูแลมาเท่านั้น จึงปฏิเสธว่าเป็นผู้ร่วมมือฆ่า นายจูเซปเป้ เดอ สเตฟานี

เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ปิดบังซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุการณ์ตาย จากนั้นได้นำตัวไปที่สถานีตำรวจบึงนาราง จ.พิจิตร เพื่อสอบสวนต่อไป ส่วนนางรุธจิรา ยังหลบหนีอยู่ในป่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้กระจายกำลังค้นหาปิดล้อมที่เกิดเหตุไว้ คาดว่าจะได้ตัวในที่สุด